ฮวงจุ้ยเปลี่ยนชีวิตได้แค่ไหน
posted on 04 Jul 2009 09:11 by fengshui100
|
|
มักจะมีคำถามอยู่เสมอว่า วิชาฮวงจุ้ยจะสามารถเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตได้แค่ไหน จึงอยากจะยกตัวอย่างกรณีศึกษาหนึ่งที่เกิดขึ้นจริงในสมัยโบราณ มาให้ลองพิจารณากันเอาเอง ซึ่งเป็นเรื่องของฮ่องเต้จูหยวนจาง ผู้ก่อตั้งราชวงศ์หมิงนั่นเอง ซึ่งถ้าใครเคยดูทีวีเรื่องดาบมังกรหยก ก็คงจะพอคุ้นๆชื่อนี้ ที่เป็นลูกน้องของเตียบ่อกี้ พระเอกของเรื่อง ต่อมาสามารถรวบรวมกำลังขับไล่มองโกล แล้วสถาปนาตั้งตัวขึ้นมาเป็นฮ่องเต้ได้ (พ.ศ.1871 – 1941) ซึ่งก็คือปฐมกษัตริย์ผู้ก่อตั้งราชวงศ์หมิง นั่นเอง จูหยวนจาง เป็นผู้หนึ่งที่ได้วิชาฮวงจุ้ยมาพลิกชะตาชีวิตตนเอง จากยาจกพลิกขึ้นมาเป็นฮ่องเต้ได้สำเร็จ โดยได้รับความช่วยเหลือจากปรมาจารย์ หลิวป๋อเวิน ช่วยหาทำเลจุดมังกรของภูเขา มาทำสุสานช่วยเสริมดวงให้กับตนเอง ![]() หลังจาก ก้าวขึ้นมาเป็นฮ่องเต้ได้ ก็เกิดความกลัวว่าจะมีบุคคลอื่นที่มีดวงชะตาเดียวกันกับตน จะมาแข่งวาสนา จึงทรงรับสั่งให้ไปจับกุมตัวมาได้ 3 คน โดยหวังจะสั่งประหารชีวิตทิ้ง โดยมีสถานะภาพที่แตกต่างกัน คือ - พ่อค้า - นักบวช - ขอทาน จึงได้ตรวจสอบชีวิตความเป็นอยู่ของแต่ละคนอย่างละเอียด ก็พบว่าพ่อค้ามีรังผึ้ง 13 รวงที่ใช้คั้นน้ำผึ้งขายเพื่อนำมาเลี้ยงชีวิต ส่วนนักบวชและขอทาน ก็ต่างมีสิ่งของ 13 ชิ้น ในขณะที่ฮ่องเต้จูหยวนจาง ก็ครองครองแผ่นดิน 13 แคว้น เช่นกัน และเมื่อตรวจสอบสถานที่ซึ่งคนทั้ง 3 พักอาศัยอยู่ จึงได้หัวเราะขึ้นมาและไม่คิดที่จะเอาชีวิตคนเหล่านี้อีก ด้วยประจักษ์ชัดว่าบุคคลที่มีดวงเกิดเดียวกัน แต่มีฮวงจุ้ยที่ไม่เหมือนกัน ก็จะมีชะตาชีวิตที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงราวฟ้ากับดิน ฮ่องเต้จูหยวนจางจึงเกรงว่าจะมีผู้ที่นำเอาศาสตร์ฮวงจุ้ยมาโค่นล้มบัลลังก์ของตนเอง จึงได้ทรงรับสั่งให้รวบรวมตำราฮวงจุ้ย และซินแสที่มีความสามารถสูงทั้งหมด เข้ามาเก็บไว้ใช้งานภายในวังเท่านั้น เพื่อจะได้ไม่นำวิชาเหล่านี้ไปช่วยเหลือคนอื่น แต่ก็มีผู้ที่ต้องการวิชาอันทรงคุณค่าเหล่านี้ พยายามลักลอบเข้ามาหวังที่จะขโมยไปไว้ในครอบครอง ฮ่องเต้จึงได้แก้ลำด้วยการรับสั่งให้ทำตำราฮวงจุ้ยปลอมให้ขโมยออกไป โดยตำราส่วนใหญ่จะเป็นแบบจริง 3 ส่วน ปลอม 7 ส่วน จนผ่านพ้นมาหลายร้อยปีให้หลัง มาถึงในยุคของเฉียนหลงฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ชิง (ซึ่งย้อนไปก็ประมาณร้อยกว่าปีก่อนนี้เอง ตรงกับยุคของรัชกาลที่ 1 ในราชวงศ์จักรีของไทย) เฉียนหลงฮ่องเต้ได้มีรับสั่งให้ทำการสำรวจว่าและพบว่า วิชาฮวงจุ้ยที่มีปรากฏในยุคของพระองศ์นั้น มีจำนวนทั้งสิ้นกว่า 150 สำนัก เพราะพระองค์ได้รับทราบข้อเท็จจริงในเรื่องที่มีการปลอมแปลงตำรากันอดีต ที่ได้แพร่หลายกันออกมาตั้งเป็นสำนักต่างๆอยู่นั้น จึงได้จัดทดสอบขึ้นว่าจะมีสักกี่สำนักที่ถูกต้อง แล้วก็พบว่ากว่า 90 เปอร์เซ็นต์นั้น ได้รับการสืบทอดตำราผิดๆกันมา เกรงว่าจะทำให้เกิดความผิดพลาดเสียหายที่ใหญ่โตปรากฏขึ้นได้ในภายหลัง จึงได้มีรับสั่งให้จับกุมบรรดาอาจารย์ที่มาทดสอบเหล่านี้ไปประหาร เมื่อลูกศิษย์ของอาจารย์เหล่านั้นทราบข่าว ก็เกรงที่จะถูกทางการมาจับกุมเป็นลำดับถัดไป จึงต่างก็แตกกระจายแยกย้ายหนีไปอยู่ต่างที่ต่างถิ่นกันทันที ส่วนใหญ่ก็จะไปแฝงตัวกันอยู่ในหมู่บ้านห่างไกลในชนบทประกอบอาชีพเป็นซินแสเลี้ยงชีพ จนกระทั่งมาถึงยุคของเหมาเจ๋อตุง ก็ได้ใช้วิชาฮวงจุ้ยมาเสริมตนเองจนสามารถขึ้นมาเป็นใหญ่ได้ จากการที่ตนเองได้ซินแสท่านหนึ่งมาช่วยทำสุสานให้กับบรรพบุรุษตั้งแต่ในวัยเยาว์ จนสามารถพลิกชีวิตจากชนชั้นล่างในสังคมให้สามารถต่อสู้กับรัฐบาลเจียงไคเช็กที่มีทหารเป็นสิบล้านคน จนได้รับชัยชนะขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีได้ จึงเกิดความคิดเช่นเดียวกันกับจูหยวนจาง ที่เกรงจะมีคนนำวิชามาทำร้ายตนเอง จึงได้สั่งห้ามศึกษาวิชาเหล่านี้เด็ดขาด และยังกลัวว่าผู้คนจะแอบเอาวิชาไปแอบเรียนกันในวัด ถึงกับใช้ข้ออ้างในเรื่องของการปฏิวัติวัฒนธรรม สั่งห้ามการนับถือศาสนาต่างๆไปพร้อมกันทีเดียวเลย ภาพสุสานปู่ของท่านประธานเหมา เจ๋อ ตุง ที่ฝังแบบพิศดาร หัวและป้ายหินกลับทิศทางกัน ซึ่งเป็นฝีมือของซินแสระดับเซียนเหยียบเมฆเลยทีเดียว ซึ่งช่วยผลักดันให้ประธานเหมาพลิกชะตาชีวิตได้ ![]() ด้านหน้าของสุสานมองออกไป จะมีชัยภูมิพิเศษบางอย่าง ลองดูกันเอาเอง เมื่อเหมาเจ๋อตุงออกมาตรการเด็ดขาดรุนแรงเช่นนี้ออกมา ก็ทำให้ซินแสทั้งหลายไม่ว่าจะจริงหรือปลอม ต่างก็ต้องหลบหนีออกไปอยู่ฮ่องกง ไต้หวัน เวียดนาม ไทย สิงคโปร์ มาเลย์เซีย แคนนาดา อังกฤษ และอเมริกา เผยแพร่หลักวิชาที่สืบทอดมาจนถึงในปัจจุบัน ซึ่งตำราฮวงจุ้ยเกือบทั้งหมดที่พิมพ์จำหน่ายอยู่ในท้องตลาดกันทุกวันนี้ จึงไม่มีเล่มไหนที่เป็นหลักวิชาที่แท้จริงเลย เพราะล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับไสยศาสตร์ ความเชื่อ ศาสนา เช่น ติดเสือคาบดาบ ยันต์โป๊ยข่วย หรือการตั้งสัตว์นำโชคประจำปี เพียงเพื่อหวังขายของหาเงินเข้ากระเป๋าเท่านั้นเอง แม้จะอ่านตำราเหล่านี้สักกี่เรื่อง ก็จะได้ไม่อาจสามารถนำวิชาการชั้นสูงเหล่านี้มาส่งเสริมเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของตนเองได้ ส่วนสูตรการคำนวณกระแสพลังที่ถูกต้องนั้น จะถูกเก็บไว้เป็นความลับสุดยอด และจะมีการถ่ายทอดเฉพาะเป็นการภายใน สู่ลูกหลานหรือลูกศิษย์ใกล้ชิดเท่านั้น ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ อ.มาศจะต้องดั้นด้นเดินทางเสาะแสวงหาไปเรียนกับอาจารย์หลายท่านในต่างประเทศๆ เพื่อหาหนทางรวบรวมเอาองค์ความรู้ที่มีคุณค่าของปราชญ์ในอดีตกลับมาไว้ในประเทศไทย (ลองอ่านดูในหัวข้อประวัติ อ.มาศ) โดยในช่วงก่อนที่จะเดินทางไปนั้น ก็ไม่อาจทราบได้ว่าอาจารย์เหล่านั้นจะเป็นผู้ที่สืบทอดวิชาที่แท้จริงหรือไม่ เมื่อเดินทางกลับมาแต่ละครั้งก็จะต้องนำหลักวิชาที่ได้เรียนรู้มา ไปทดสอบกับสถานที่และเหตุการณ์จริงว่ามีความถูกต้องแค่ไหน เพราะสถานการณ์จริงนั้นแสดงให้เห็นอยู่แล้วว่ากำลังดีหรือร้าย ห้างสรรพสินค้าแต่ละแห่งทำไมถึงเจริญรุ่งเรืองหรือเสื่อมโทรม ซึ่งถ้าหากหลักวิชาที่ได้เรียนรู้มาสามารถอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้จึงจะนับว่าถูกต้องจริง มิใช่เพียงแค่คิดว่าได้เรียนกับอาจารย์ที่โด่งดังหรือมีชื่อเสียง ก็จะเป็นปรมาจารย์ตัวจริง อ.มาศ ทำเช่นนี้โดยเดินทางไปเรียนกับอาจารย์ต่างๆทั้งในประเทศและต่างประเทศกว่า 20 ท่าน แล้วทดสอบทุกครั้งจนเกิดความมั่นใจว่า หลักวิชาที่ได้เรียนรู้มานั้นมีความถูกต้องดีแล้ว จึงได้นำมาให้คำปรึกษาแก่บุคคลทั่วไป รวมทั้งนำมาเปิดสอนให้คนทั่วไปได้เรียนรู้ในอัตราค่าเรียนที่ไม่แพง เพื่อให้คนส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงได้ จึงจะช่วยให้นำไปเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตกันให้ดีขึ้น เพราะถ้าคิดค่าเรียนแพงๆหลักแสนเหมือนกันกับที่อาจารย์แต่ละท่านในต่างประเทศคิด ก็คงเหลือแต่คนที่มีฐานะดีอยู่แล้วมาเรียน ซึ่งก็คงไม่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรว ![]()
|


